Header62

วัดบัวงาม

ประวัติวัดบัวงาม



ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ 1 ตำบลบัวงาม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี อยู่ริมฝั่งคลองโพหัก ด้านทิศตะวันตก ที่หมู่บ้านบัวงาม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เริ่มตั้งเป็นวัดขึ้น โดยการนำของผู้ใหญ่สี จันทสมา ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในสมัยนั้น ได้ชักชวนให้เหตุผล กับ นายกลีบ เจริญภักดี กับ นายทองดี พวงสุข ให้ร่วมกันสละที่ดินจำนวน 14 ไร่ 70 วา ไว้เป็นที่ ธรณีสงฆ์ และร่วมกันจัดสร้างวัดขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2442 โดยอาราธนาพระอาจารย์หน่าย เขมวโร จาก วัดดอนคลัง มาเป็นประธานดำเนินการการจัดสร้างวัดและพร้อมใจกันให้ชื่อวัดใน ครั้งนั้นว่า "วัดบัวลอย" อาศัยนามตามท้องที่เหตุเป็นที่ราบลุ่มน้ำ ฤดูน้ำท่วมมีบัวลอยเกิดขึ้นมาก ทั้งออกดอกสะพรั่งสวยงาม ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2581 - 2459 สมัยเจ้าอาวาสรูปที่ 3 พระอธิการเสาร์ สมโณ เป็นเจ้าอาวาส ขุนขจิต บัวงาม (ย้อย แสงอากาศ) กำนันตำบลบัวงาม พร้อมด้วยชาวบ้านได้ร้องเรียนให้ทางราชการโอนที่ดิน ที่ตั้ง วัดบัวลอย นี้ มาอยู่ในเขต ตำบลบัวงาม เมื่อทางราชการอนุญาตแล้ว จึงพร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อวัด ให้ชื่อว่า "วัดบัวงาม" ตั้งแต่นั้นมา


การพัฒนาวัดในช่วงนั้นก็ได้ดำเนินการต่อเรื่อยมา จนถึงสมัยเจ้าอาวาสรูปที่ 7 พระครูโสภณปทุมรักษ์ (เฉย อาจิณฺโณ) รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2490 - 2524 ได้พัฒนาวัดบัวงาม ให้มีความเจริญก้าวหน้า เป็นอย่างมาก ทั้งในด้านสิ่งก่อสร้าง ด้านการศึกษา ด้านการเผยแผ่ ได้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของกรมการศาสนา ในปี พ.ศ. 2522 ต่อมาพระครูปริยัติยาทร (ผาง ชนาสโภ) เจ้าอาวาส รูปที่ 8 ได้ปกครองดูแลต่อ (พ.ศ. 2524 - 2538) ท่านได้สืบทอดเจตนาของหลวงพ่อเฉย โดยสานงานที่คั่งค้าง ยังไม่เรียบร้อยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในสมัยของท่าน จึงได้เป็นวัดพัฒนาดีเด่นของกรมศาสนา ในปี 2528 และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะจากวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2536

วัดเขาบางทราย

            วัดเขาบางทราย พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ที่ตำบลบางทราย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ห่างจากตัวจังหวัดชลบุรีไปทางทิศเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร กล่าวกันว่าพระมหากษัตริย์ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้สร้างขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2249-2275 วัดเขาบางทรายเป็นพระอารามหลวงที่ใหญ่ที่สุด วัดนี้เคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ช่วงระยะหนึ่ง แล้วกลายเป็นวัดร้างจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลัง ที่สมุหกลาโหม ยกทัพไปปราบอั้งยี่ ที่วัดคงคาลัย ตำบลบางทราย อำเภอเมืองชลบุรี หลังจากปราบอั้งยี่ลงได้แล้ว เจ้าพระยาพระคลังได้มีบัญชาสั่งให้ปลัดทัพสถาปนาวัดเขาบางทรายขึ้นมาใหม่ ในปี พ.ศ. 2390 ต่อมาวัดนี้ได้รับการบูรณะอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาวิชิตชลเขต ผู้กำกับราชการเมืองชลบุรีกับพระราชาคณะหลายรูป ศาสนสถานที่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ ได้แก่ มณฑปพระพุทธบาท เจดีย์ วิหาร ตึกพำนักเจริญภาวนาและบ่อน้ำ เป็นต้น เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชอยู่ พระองค์ได้เสด็จธุดงค์ไปนมัสการพระพุทธบาท เสด็จเยี่ยมเจ้าอาวาสวัดเขาบางทรายและเมื่อปี พ.ศ. 2447 ทางราชการจัดพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่วัดเขาบางทราย

 

วัตถุโบราณและโบราณสถานที่น่าสนใจ

 

รอยพระพุทธบาท

 

            รอยพระพุทธบาท ประดิษฐานอยู่ในพระมณฑป 2 รอย รอยหนึ่งอยู่ในบ่อหรือในกรุ สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา อีกรอยหนึ่งอยู่บนพื้นพระมณฑป รอยหินพระพุทธบาทเป็นสีขาว ชาวบ้านเรียกว่า หินเปลือกหอย หรือหินตุ๊กต่ำ รอยพระบาทที่ 2 สันนิษฐานกันว่าก่อนสมัยอยุธยา พระพุทธบาททั้งที่อยู่ในกรุและอยู่ข้างบนมีลวดลายเป็นรูปต่างๆ คล้ายรูปมงคล 108 ประการ ส่วนรูปของพระพุทธบาทตามตำรากล่าวว่า พื้นพระบาทเสมอกันจะเหยียบลงหรือยกขึ้นก็พร้อมกัน นอกจากมีรอยรูปมงคลดังกล่าวแล้วยังมีรอยอื่นอีกคือจักร ที่ประกอบด้วย กง กำ และดุม โดยรอบขอบดุมก็ปรากฏกำทั้งพันหนึ่งนั้นแต่ละอันๆ ก็มีรอยลวดในริมข้างทั้งสองที่ริมขอบกงนั้นมีรอยลูกแก้วกลมปรากฏเป็นระเบียบเรียบเรียงไปโดยรอบ

  

 

 สระน้ำเจ้าคุณเฒ่า

 

            สระน้ำเจ้าคุณเฒ่าอยู่ทางหน้าวัดด้านเหนือข้างพระอุโบสถ สระน้ำแห่งนี้ท่านเจ้าคุณพระชลโธปมคุณมุนีได้ร่วมกับเจ้าเมือง พระยาวิชิตชลเขต (ทด สมุทรานนท์) จางวางผู้กำกับเมืองชลบุรี และชาวบ้านช่วยกันพัฒนาแหล่งน้ำ ขุดสระกักเก็บน้ำฝน สำหรับชาวบ้านชาววัดได้ประโยชน์จากแหล่งน้ำนี้ เพราะเมืองชลในสมัยนั้นขาดแคลนแหล่งน้ำจืด น้ำดื่ม น้ำใช้ และท่านเจ้าคุณพระชลโธปมคุณมุนีได้ทำพิธีลงอักขระที่หินก้อนใหญ่ไว้ที่กลางสระน้ำขนาดใหญ่ ทำนองฝังความอาถรรพ์ทำให้คนเกรงไม่กล้าทำสกปรก
           "สระน้ำเจ้าคุณเฒ่า" เป็นสระน้ำเก่าแก่อยู่คู่บ้านคู่เมืองจนเป็นที่เคารพของชาวจังหวัดชลบุรีมาอย่างยาวนาน ในปี พ.ศ. 2542 กระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเตรียมน้ำศักดิ์สิทธิ์ในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ถวายเป็นน้ำอภิเษกในวันออกเสด็จมหาสมาคม ณ มณฑลพระราชพิธีและได้ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำจาก "สระเจ้าคุณเฒ่า" แล้วนําไปประกอบพิธีเสกทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ พระอุโบสถวัดเขาบางทราย

วัดสมุหประดิษฐาราม

            วัดสมุหประดิษฐาราม ตั้งอยู่เลขที่ 2 หมู่ที่ 7 ตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เจ้าพระยานิกรบดินทร์ มหินทรมหากัลยาณมิตร (โต) ต้นตระกูลกัลยาณมิตร สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และได้รับพระราชทานเป็นพระอารามหลวง

            วัดสมุหประดิษฐารามเคยเป็นที่ตั้งสำนักงานของเจ้าเมืองคณะสระบุรีของคณะสงฆ์ (ปัจจุบันเรียกว่า เจ้าคณะจังหวัด) ปรากฏหลักฐานตั้งแต่ รัชกาลที่ 4 เป็นวัดริเริ่มการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรม-บาลี เริ่มแรกเปิดเรียนนักธรรม เมื่อ พ.ศ.2458 และเปิดเรียนบาลี เมื่อ พ.ศ.2477 โดยพระศีลวิสุทธิดิลก (โต ธมฺมปญฺโญ) เจ้าอาวาส และเจ้าคณะเมืองสระบุรี ในสมัยนั้นผู้ดำเนินการเป็นแห่งแรกในจังหวัดสระบุรี และเปิดสอนมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันนี้

            การบูรณปฏิสังขรณ์โดยตระกูลกัลยาณมิตร อาทิเช่น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภัทรายุวดี และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเจริญศรีชนมายุ พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ซึ่งทั้งสองพระองค์เป็นหลานของเจ้าพระยานิกรบดินทร์ มหินทรมหากัลยาณมิตร (โต) ผู้สร้างวัดสมุหประดิษฐาราม จนกระทั่งคนในตระกูลกัลยาณมิตร และบุคคลทั่วไปเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา

 

วัตถุโบราณและโบราณสถานที่น่าสนใจ

พระอุโบสถ

 

            สร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ.2404 และมีการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2443 ลักษณะทรงไทยเฉลียง 2 ชั้น ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันเป็นปูนปั้นลวดลายดอกไม้และสิงห์ (สัญญาลักษณ์กระทรวงมหาดไทย) ทั้ง 2 ด้าน ประตูหน้าหลัง หน้าต่าง 5 ช่อง ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง เพดานเป็นไม้ระบายด้วยสีมีลายเป็นดอก มีกำแพงแก้วล้อมรอบทั้งสี่ด้านมีซุ้มของกำแพงทั้ง 4 ด้านครบถ้วน

 

พระประธาน ภายในพระอุโบสถ

 

 

            พระประธานภายในพระอุโบสถเป็นพระหล่อลงรักปิดทอง ปางมารวิชัยสมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง 2 ศอก 10 นิ้ว อัญเชิญมาจากเมืองเก่าสุโขทัย และมีพระอัครสาวกหล่อลงรักปิดทองสององค์ นั่งพับเพียบประนมมืออยู่เบื้องซ้ายและเบื้องขวา สูง 1 ศอก 7 นิ้ว เท่ากันทั้งสององค์

วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร

วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร

วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหารสันนิษฐานว่าการสร้างครั้งแรกสร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ห่างจากที่ตั้งวัดปัจจุบัน ไปทางทิศเหนือขององค์พระประโทณเจดีย์ประมาณ 1,200 เมตร วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร ในพื้นที่ปัจจุบันสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวปีพุทธศักราช 2324 ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระประโทณเจดีย์ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปีพุทธศักราช 2327 สันนิษฐานว่าย้ายมาจากที่เดิมเมื่อ 200 ปีเศษ เนื่องจากพบกุฏิโบราณหลังหนึ่งจารึกตัวหนังสือและตัวเลขด้วยปูนระบุว่าได้รับการซ่อมแซมเมื่อปีพุทธศักราช 2456

 

วัตถุโบราณและโบราณสถานที่น่าสนใจ

 

พระประโทณเจดีย์

 

        เป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่ในวัด เดิมมีรูปเป็นทรงตามลักษณะของเจดีย์สมัยทวารวดี สภาพเป็นเนินดินทับถมทรุดโทรมรกร้างมานานนับพันปี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา จึงได้มีการสร้างวัดพระประโทณเจดีย์ขึ้น ในช่วงการสร้างมีการขุดพบวัตถุโบราณในสมัยทวารวดีจำนวนมาก บางส่วนเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ นอกจากนั้นได้มีการสร้างพระปรางค์จำลองขึ้นบนฐานเนินดินพระประโทณเจดีย์ และภายในบรรจุพระบรมสาริริกธาตุที่ยังไม่ได้ถูกขุดค้นนำออกไปเช่นเจดีย์องค์อื่น

        พระประโทณเจดีย์เป็นศูนย์กลางของเมืองโบราณนครปฐม ตั้งอยู่กลางคูเมืองโบราณเป็นมรดกของชาติในสมัยทวารวดีอีกแห่งหนึ่ง ควบคู่กับพระปฐมเจดีย์ และเจดีย์จุลประโทณซึ่งเป็นซากเจดีย์เก่าแก่อีกองค์หนึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน บริเวณโดยรอบเจดีย์มีต้นพิกุลขนาดใหญ่ให้ความร่มรื่นด้วย

 

หลวงพ่อโตวัดพระประโทณเจดีย์

        หลวงพ่อโต ประดิษฐานอยู่ที่พระอุโบสถภายในวัดพระประโทณเจดีย์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสน มีอายุหลายร้อยปีเป็นที่นับถือของบุคคลทั่วไป และภายในพระอุโบสถยังมีรูปปั้นหลวงพ่อดำ หลวงพ่อแดง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัยประดิษฐานขนาบสองข้างองค์หลวงพ่อโตด้วย

 

Radon Gallery

Get In Touch

320 Wakara

Way Salt Lake City, UT 84108

Phone: +1 801 584 3600

Fax: +1 801 584 3625

Email: info@delta.com